top of page

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิก "Endangerment Finding"

  • Feb 13
  • 1 min read

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิก "Endangerment Finding" ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรากฐานของการควบคุมก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน และข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

Image : Ai Generated

Image : Ai Generated


วิเคราะห์การเพิกถอนรากฐานวิทยาศาสตร์ก๊าซเรือนกระจก: ผลกระทบและนัยสำคัญต่อนโยบายโลก

รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้บริหารหน่วยงาน EPA ได้ประกาศยกเลิกข้อกำหนด “Endangerment Finding” ปี 2009 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากการควบคุมมลพิษไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานฟอสซิล ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและประหยัดงบประมาณประเทศได้มหาศาล ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักวิทยาศาสตร์และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก (อ้างอิง: EPA.gov, Reuters, The Guardian, CBS News, Time)


สำหรับการเพิกถอน Endangerment Finding ในครั้งนี้ ถือเป็นการทำลาย "จอกศักดิ์สิทธิ์" หรือรากฐานทางกฎหมายที่เคยให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐในการกำกับดูแลก๊าซเรือนกระจกในฐานะสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน


ประเด็นหลักที่สื่อมวลชนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกที่จะเพิกเฉยต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ เพื่อแลกกับการลดราคารถยนต์ใหม่และการลดต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดย Lee Zeldin ผู้บริหาร EPA ระบุชัดเจนว่านี่คือการกำจัดระเบียบข้อบังคับที่เกินขอบเขตเพื่อคืนเสรีภาพให้แก่ภาคธุรกิจ โดนัลด์ ทรัมป์ : ระบุว่านี่คือการลดระเบียบครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์และผู้บริโภค

บารัค โอบามา : วิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าเป็นการทำลายรากฐานการจำกัดมลพิษ

แกวิน นิวซัม (ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนีย) : ประณามว่าเป็นการเลือกข้างผู้ก่อมลพิษมากกว่าสุขภาพประชาชน

Lee Zeldin (ผู้บริหาร EPA) : กล่าวว่า Endangerment Finding คือ "จอกศักดิ์สิทธิ์" ของการกำกับดูแลที่เกินขอบเขต และได้ถูกกำจัดออกไปแล้วเพื่อคืนเสรีภาพให้ผู้บริโภค

National Resources Defense Council (NRDC): ระบุว่าเป็นความพยายาม "Kill Shot" เพื่อทำให้กฎระเบียบด้านภูมิอากาศทั้งหมดเป็นโมฆะ

Moms Clean Air Force : วิจารณ์ว่าเป็นการรื้อถอนการคุ้มครองสุขภาพประชาชนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 55 ปี


ในเชิงการเมือง ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างขั้วอำนาจ โดยฝั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่านี่คือชัยชนะของผู้เสียภาษี ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา และแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ออกมาตอบโต้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไร้ความรับผิดชอบและเลือกข้างกลุ่มทุนผู้ก่อมลพิษมากกว่าสุขภาพของประชาชน เช่นเดียวกับกลุ่มภาคประชาสังคมอย่าง NRDC และ Moms Clean Air Force ที่มองว่านี่คือความพยายาม “Kill Shot” เพื่อปิดกั้นการฟ้องร้องทางสิ่งแวดล้อมในอนาคต


ทางด้านมุมมองของสื่อมวลชน พบว่ามีการวิเคราะห์ที่แยกออกเป็นสองทางชัดเจน ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้กลับมาแข็งแกร่งและลดความเสียเปรียบในการแข่งขันของค่ายรถยนต์อเมริกัน แต่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักด้านสิ่งแวดล้อมและสื่อต่างชาติวิเคราะห์ว่า การกระทำนี้จะทำลายความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเวทีสากลอย่างถาวร และอาจนำไปสู่หายนะด้านภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่อาจควบคุมได้


ประเด็นติดตาม

  • การต่อสู้ในชั้นศาล: กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและหลายรัฐในสหรัฐฯ เช่น แคลิฟอร์เนีย เตรียมยื่นฟ้องร้องเพื่อยับยั้งคำสั่งนี้ โดยอ้างว่าขัดต่อกฎหมาย Clean Air Act และบรรทัดฐานของศาลฎีกา

  • ผลกระทบต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ: การถอนตัวจากรากฐานทางวิทยาศาสตร์นี้เกิดขึ้นตามหลังการที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งอาจทำให้ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศโลกหยุดชะงัก

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: วิเคราะห์ว่าการลดมาตรฐานไอเสียในสหรัฐฯ จะส่งผลต่อแนวทางการผลิตรถยนต์ส่งออกและนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยหรือไม่

  • ประเมินทิศทางราคาพลังงานโลก: ติดตามว่าการสนับสนุนฟอสซิลของทรัมป์จะส่งผลต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกอย่างไร เพื่อเตรียมข้อมูลรับมือต้นทุนพลังงานในไทย

  • เตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงนโยบายสิ่งแวดล้อมโลก: ประเมินว่าหากสหรัฐฯ ลดบทบาทด้านสิ่งแวดล้อม จะส่งผลต่อความตกลงการค้าที่พ่วงเงื่อนไขด้าน Carbon Tax อย่างไร

 
 
 

Comments


Commenting on this post isn't available anymore. Contact the site owner for more info.
bottom of page